BunGee 的个人资料ONCE UPON A TIME照片日志列表 工具 帮助

Jump BunGee

职业
地点
兴趣
Time is the best author, it always write the perfect ending.
第 1 张,共 4 张

Windows Media Player

ONCE UPON A TIME

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
2009年4月

Back to basic

 
 
 
หลังจากที่หยุดพักผ่อนหลายวันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ก็ได้ครุ่นคิดอะไรหลาย ๆ อย่าง
เนื่องจากได้รู้ ได้เห็นอะไรบางอย่าง...
ความคิดมากมายในหัวมันถามออกมาว่า... ทำไม ทำไม และทำไม?
ทำไมเรื่องราวต่าง ๆ มันต้องลงเอยในรูปแบบเดิม ๆ เสมอ
เพราะอะไร?
 
 
มีเพื่อนคนหนึ่งเคยบอกว่า ถ้าเกิดเรื่องราวอะไรก็ตามที่ทำให้เราต้องเสียใจ หรือผิดหวังก็ตาม
อย่าโทษใคร... ให้โทษตัวเองเท่านั้น และก้มหน้ายอมรับในโชคชะตา
สักวันมันคงจะดีขึ้นเอง
...
 
แต่เมื่อไรล่ะ?
 
ตอนนี้ขอทำหน้าที่การงานของตัวเองให้ดีที่สุด แล้วค่อยออกมาทำความฝันให้เป็นจริง
อาจจะเหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่ก็ต้องผ่านมันไปให้ได้
เพราะไม่มีอะไรที่คนเราผ่านไปไม่ได้หรอก
 
เฮ้ย... อย่าเครียดดิ ยิ้มหน่อย...
ยิ้มให้กับตัวเองหน่อย
ฝืนยิ้มก็ได้ นะ นะ นะ
 
^_^
 
ต้องอย่างนี้สิ!
 
เอ้า! พล่ามมาก็มากแล้ว ได้เวลาต้องไปแล้วสินะ
คงอีกนานโขเลยกว่าจะกลับมาเขียนอีก
คงต้องมีสักวันแหละนะ...แม้ว่ามันจะนานกี่เดือน หรือสักกี่ปีก็ตาม
 
หวังว่านายจั๊มพ์คนเดิมจะกลับมาในเร็ววัน
คนที่ยิ้มแย้ม ร่าเริง อารมณ์ดี...
 
ไม่เหมือนอย่างวันนี้
 
...
 
 
 
2007年1月

ความคลาสสิคที่หายไป

 
 
ผมมีความรู้สึกที่สัมผัสได้อย่างนึงนะครับ ว่าเวลาในแต่ละปีที่ผ่านไปมันไหลไปพร้อมกับอะไรที่เรียกว่า "ความคลาสสิค"
 
ว่าแล้วก็ขอระลึกถึงเมื่อตัวเองยังเด็กๆ ผมเคยอาศัยอยู่บ้านน้าในซอย อุรุพงษ์ 2 บนถนนพระราม 6 ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็นอะไรแล้ว
ก็ไม่ทราบ แถมมีทางด่วนพาดอยู่บนหัวให้วุ่นวาย สมัยก่อนโน้น... จะมีพ่อค้าแม่ค้าหาบของมาขายของกินมากมายหลายรอบ
เป็นที่สนุกสนานครื้นเครง
 
เท่าที่จำเมนูได้ก็มี...
 
ถั่วต้ม (ถั่วลิสงต้ม) โดยคุณลุงคนขายจะถีบจักรยานคันสูงๆมา ส่วนหม้อถั่วต้มอยู่ตรงท้าย ขี่ไปก็ตะโกนไปว่า "ถั่วโต้ม..."
 
ข้าวเหนียว-ส้มตำ เนื้อเสียบไม้ย่าง โดยแม่ค้าแบกใส่บ่า ถ้าสั่งน้ำตกเนื้อ แม่ค้าจะเอาเนื้อย่างที่เสียบไม้เล็กๆนั่นแหละ
มารูดออกแล้วทำเป็นน้ำตกให้ ซึ่งมันทำให้อารมณ์และความรู้สึกในการกิน "น้ำตก" ที่แปลกและพิเศษกว่า "น้ำตก" ทั่วไป
ถึงตอนนี้ผมยังไม่เคยเห็นใครทำน้ำตกโดยเอาเนื้อเสียบไม้ย่างมาทำให้กินเลย
 
ขนมปลากริมไข่เต่า อันนี้จะมาตอนเย็นๆหรือหัวค่ำหน่อย หาบมาเหมือนกัน จุดตะเกียงอะไรไม่รู้มาด้วย ผมก็เรียกไม่ถูก
หาบหนึ่งใส่หม้อเค็ม อีกหาบใส่หม้อหวาน ปัจจุบันไม่รู้ว่าหากินได้ที่ไหน
 
ขนมถ้วย แม่ค้าหาบมาเหมือนกัน มันได้อารมณ์ตอนที่เธอใช้ไม้พายอันเล็กๆแคะขนมถ้วยให้เรา
 
หมูสะเต๊ะ โดยอาแปะหาบใส่บ่ามา ผมว่าหมูสะเต๊ะที่หาบขายในซอย อร่อยกว่าหมูสะเต๊ะแบบรถเข็นหรือที่ตั้งขายริมถนนซะอีก
 
กระเพาะปลา อันนี้เข็นมาโดยอาแปะเช่นกัน จำได้ว่าหม้อกระเพาะปลาเป็นทองเหลืองทรงสูงดูคลาสสิค ซึ่งกินแล้วมันได้อารมณ์
และความรู้สึกมากกว่ากินที่ร้าน
 
ไอศครีม แถวบ้านเรียก "ไอติม" เป็นรถสามล้อถีบแต่งมาเต็มที่ จะใส่โคนก็ได้ ใส่ขนมปังก็ได้ มีเครื่องเคียงหลายอย่าง
ผมชอบสั่งแบบใส่ข้าวเหนียวกับลูกชิด ต่อมารู้จักกันในนาม "ไอติมลูกเสือ" เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมาตั้งนานแล้ว
 
ไอติมตัด ไอติมก้อนสี่เหลี่ยมห่อกระดาษ คนขายเอามีดมาตัดแบ่ง เสียบไม้ แล้วราดนมข้น
 
แต่ที่ "คลาสสิค" ที่สุดสำหรับผมคือ "ซิ้มมาแล้วจ้า..." คือคนขายเป็นซิ้มแก่ๆ แน่นอน ซิ้มที่ไหนไม่แก่บ้าง - -" แต่ที่ผม
ต้องการขยายความว่าแกเป็นซิ้มที่แก่กว่าซิ้มอื่นๆ ที่สำคัญซิ้มต้องใส่หมวกกลมมีแหลมตรงกลางแบบคนจีนมาด้วยนะ
มิเช่นนั้นอาจเป็นซิ้มตัวปลอม แกขายทุกอย่างทั้งขนม, ของเล่น หาบไปตะโกนไปตั้งแต่หน้าปากซอยว่า... "ซิ้มมาแล้วจ้า..."
เพื่อประกาศให้เด็กๆทุกๆบ้านรู้ว่า ชั้นมาแล้วนะโว้ยยยยย
 
ซิ้มแกขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ขนมโก๋, ขนมไข่เหี้ย, ตังเม, ปลาหมึกแห้งในห่อกระดาษเป็นสีๆ, หมากเก็บ, ใบพัด
(เอามือปั่นที่ก้านมันจะลอยขึ้นไปข้างบน), น้ำเต้าปูปลา (มีบ๊วยหวานในกล่อง), ลูกอม, รูปลอก (สติ๊กเกอร์), ห่วงโซ่พลาสติก,
ปืนแก๊บ, ลูกโป่งวิทยาศาสตร์เป็นหลอดๆ ต้องบีบใส่หลอดเล็กๆก่อนแล้วเป่า และอื่นๆอีกมากมายที่ผมจำไม่ได้
 
นอกจากนี้ยังมีแบกแท่งไม้ที่ปักของเล่นโบราณประเภทจั๊กจั่น ที่เอาคลั่งมาทาตรงหัวไม้แล้วเหวี่ยงลูกตุ้มที่ผูกให้เกิดเสียง
เหมือนจั๊กจั่น, ป๋องแป๋ง และอะไรอีกหลายอย่างที่ผมเรียกชื่อไม่ถูก เช่นไม้ที่กางออกมาเหมือนดอกไม้กลมๆ มีหลายสี
เดี๋ยวนี้คงสูญหายไปหมดแล้ว เพราะเด็กสมัยนี้คงรู้จักแต่เกมคอมพิวเตอร์
 
นั่นคือบางตัวอย่างของอะไรที่เรียกว่า "ความคลาสสิค" ที่หายไปจากชีวิตของผม
 
ถึงปีนี้ ปีหมูทอง ๒๕๕๐ ผมเพิ่งพบว่า "ความคลาสสิค" ได้สูญหายไปจากชีวิตอย่างเกือบสิ้นเชิงไปอีกสิ่งหนึ่ง...
 
มันคือ ส.ค.ส. ครับ !!!
 
ตั้งแต่จำความได้ เมื่อสมัยเรียนที่ผ่านมาไม่ว่าจะชั้นไหนเป็นเวลานานกว่าสิบปี ผมจะได้รับ ส.ค.ส.อวยพรปีใหม่ในทุกๆปี
ขนาดตอนผมถูกเนรเทศไปปฏิบัติภารกิจฝึกงานที่พัทยา ก็ยังอุตส่าห์มี ส.ค.ส.ลอยตามไปที่นั่นบ้างประปราย
 
แต่สองสามปีหลังมานี้ ผมพบว่าจำนวน ส.ค.ส.ที่ถูกส่งเข้ามาถึงตัวผมทางไปรษณีย์ มีจำนวนลดน้อยลงอย่างน่าใจหาย
ยิ่งกว่าควายป่าฝูงสุดท้ายที่ห้วยขาแข้ง น่าใจหายว่า... นี่เราถูกลืมไปแล้วหรือนี่ หรือว่าเดี๋ยวนี้โลกเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว
ไม่มีใครเขาส่ง ส.ค.ส.ยัดความสุขใส่ซองส่งหากันทางจดหมายแล้ว... มันมีแต่คำอวยพรปีใหม่ที่ถูกส่งมาในรูปแบบของ
อีเมล์ทางอินเตอร์เน็ท หรือในรูปแบบของข้อความทางโทรศัพท์มือถือ ซึ่งผมบอกไว้เลยว่ามันดูธรรมดามากๆ
 
ช่วงต้นๆปีที่แล้ว ผมได้รับ ส.ค.ส.(ที่เป็นแผ่น) ประมาณ 3 ใบ ขณะที่ปีหมูนี้ ผมเพิ่งได้รับส.ค.ส.เพียงใบเดียว
จาก คุณวัชราภรณ์ นิลเจียระไน เพื่อนเก่าแก่คนหนึ่ง ซึ่งต้องขอบคุณมากๆที่กรุณาส่งคำอวยพรมาถึงกันและยังช่วย
อนุรักษ์ความคลาสสิคของผมมิให้สูญหายไปอย่างสิ้นเชิง
 
แต่คาดว่าคงอีกไม่นาน (ไม่เกินปีหน้า) ส.ค.ส.ของแท้และดั้งเดิม มันคงสูญพันธุ์ไปจากชีวิตของผมอย่างแน่นอน...
 
ยังไงผมก็ชอบความสุขที่ถูกยัดใส่ซองส่งมามากกว่าความสุขที่ส่งมาให้เปิดดูทางจอคอมพิวเตอร์หรือจอโทรศัพท์มือถือ
แต่เมื่อคิดกลับกัน ตัวผมเองก็แทบไม่ได้ส่ง ส.ค.ส.ให้ใครเลยนี่หว่า...
 
ว่าแล้วผมก็นึกถึงคำพูดของ ด.ช.วิเชียร ช่ำชอง จากหนังเรื่องเด็กหอ ที่ตวาดพระเอกว่า "นายก็คิดถึงแต่ตัวเอง เคยคิดถึง
คนอื่นบ้างไหม"
 
2006年3月

Happy Anniversary

Image hosted by TinyPic.com
 
เนื่องจากวันนี้ (6 มี.ค.) เป็นวันครบรอบวัดเกิดของผม จึงอยากจะเขียนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ
วันเกิดสักหน่อย เผื่อเดือนนี้จะเป็นเดือนเกิดของใครอีกหลายๆคนที่เข้ามาอ่านนะครับ ^^
 
ในวันครบรอบวันเกิดของใครหลายคนมักยกให้เป็นวันนี้เป็นวันที่พิเศษกว่าทุกวัน แน่นอนว่าหลายคนปรารถนา
ความรื่นเริง เลี้ยงฉลองท่ามกลางญาติสนิทมิตรสหาย บางคนอาจตั้งหน้ารอคอยช่วงก่อนถึงวันพิเศษนี้ล่วงหน้า
อยู่หลายวัน คิดวางแผนงานทั้งเรื่องการจัดเลี้ยง สถานที่และกลุ่มคนที่ตนเองจะเชื้อเชิญ หรือแม้แต่การคาดหวัง
กับสิ่งของ ของขวัญที่ตนเองจะได้รับ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปี่ยมไปด้วยความสุข... ชื่นมื่น
 
สำหรับผมเอง... ทุกปีเมื่อใกล้ถึงวันคล้ายวันเกิด ก็ไม่ได้มีความรู้สึกแตกต่างไปจากกลุ่มคนเหล่านั้นเท่าไรนัก
เพียงแต่ผมอาจไม่มีความรู้สึกในบางส่วน เช่นแผนการจัดงานเลี้ยง หรือการคาดหวังของขวัญจากผู้อื่น
เพราะถ้าคาดหวังจากใคร มักจะไม่ค่อยได้จากเค้า 555+ ของขวัญวันเกิดของผมในชีวิตที่เคยได้มา
ยังคงเก็บไว้ทุกชิ้นเลย เท่าที่จำได้... ชิ้นแรก คือนาฬิกาข้อมือซึ่งพ่อซื้อให้เมื่อตอนเด็กๆเลย น่าเสียดายที่ตอนนี้
มันพัง ใช้งานต่อไม่ได้ แต่ช่างเถอะอย่างน้อย "นาฬิกาตาย" ก็ยังบอกเวลาได้ถูกต้องสองครั้งในหนึ่งวัน (มองต่างมุม)
ผมยังคงเก็บมันไว้เป็นอนุสรณ์ให้ระลึกถึงอยู่ ส่วนของขวัญชิ้นล่าสุด... ที่ได้รับเมื่อปีที่แล้วน่ะเหรอ?
ผมกินมันไปหมดแล้วล่ะครับ 555+ (เพราะเป็นของกินทั้งนั้นเลย)
 
ท่ามกลางเสียงเพลงที่เคยชิน ส่งอารมณ์ให้ลึกล้ำล่วงดิ่งสู่อดีตแต่หนหลัง... ส่งคำถามถามตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมา
ได้ทำอะไรในสิ่งที่ได้ตั้งใจเอาไว้แล้วบ้าง? มีอะไรอีกบ้างไหมที่คิดเอาไว้แล้วยังไม่ได้ทำ? แน่นอน มันย่อมมีทั้งสิ่งที่
ได้ทำ และยังไม่ได้ทำ ท่ามกลางความไม่แน่นอนในชีวิต "เวลา" คือตัวแปรของความไม่แน่นอนหรือไม่ หรือเป็นเพียง
แพะรับบาปของใครหลายคนที่จงใจยกให้ (ยกเป็นข้ออ้าง) หลายครั้งที่เราทำอะไรไม่สำเร็จตามกำหนด หรือพลาดโอกาส
ที่จะได้ทำ เรามักโทษเวลา... เวลาน้อย เวลาไม่พอ เวลาจำกัด กระทั่ง "ไม่มีเวลา" ที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามความตั้งใจ
จริงแล้วเรา "ไม่มีเวลา" หรือ "เวลาไม่มีเรา" ใน "เวลา" มีเรา หรือเราเป็นผู้ที่ปฏิเสธ "เวลา"
 
จริงอยู่ที่ว่า "เรา" อาจจะมีความแตกต่าง มีความไม่เท่าเทียมในเรื่องฐานะชนชั้น แต่สิ่งหนึ่งที่เราล้วนต่างมีเทียมเท่ากัน
นั่นคือ "เวลา" เวลาที่มีให้กับคนทุกคนได้ใช้กันอย่างฟุ่มเฟือยและเท่าเทียม...
 
วันนี้... ขออนุญาตใช้และเก็บเวลาเพื่อนั่งฟังเพลงและย้อนคิดถึงเรื่องราวบางส่วนของตัวเองสักนิด หลังจากที่ได้ละเลย
ไปคิดถึงเรื่องของผู้อื่นเสียเยอะ อิอิ
 
- ขอเวลาทบทวนตัวเอง.
 
- ขอใช้เวลาซึมซับความรู้สึกที่อิ่มเอิบใจสักวัน
 
- "เวลาแห่งความสุข" ยังคงมีให้ผมอยู่เสมอ
 
- และขอบคุณทุกคนที่ยอม "เสียเวลา" เพื่อมาอ่าน Space ของผมนะครับ
 
 
 JUMP